มีเซ็กในอ่างอาบน้ำ ข้อเสียที่คุณคาดไม่ถึง

มีเซ็กในอ่างอาบน้ำ ข้อเสียที่คุณคาดไม่ถึง
มีเซ็กในอ่างอาบน้ำ ข้อเสียที่คุณคาดไม่ถึง

สำหรับใครที่มีบ้านสวยหรูมีระดับขึ้นมาหน่อย คงจะต้องมีอ่างอาบน้ำแบบบาสต์ตามสไตล์ยุโรปกันอย่างแน่นอน ซึ่งหลายคนหลายคู่ส่วนใหญ่ มักจะชื่นชอบการมีเซ็กแบบนี้ในช่วงแรก เนื่องจากมันสามารถทำความสะอาดร่างกายและมีน้ำเย็นๆเป็นตัวนำในเพื่อเพิ่มอารมณ์ได้ดีอีกแบบ ทำให้คู่รักหลายๆคนมักจะชอบมีเซ็กกันในอ่างอาบน้ำ ซึ่งในช่วงแรกก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่น่าตื่นเต้น แต่หากคุณลองทำแบบนี้หลายต่อหลายครั้ง คุณจะเริ่มมองเห็นปัญหาและคิดว่าการมีเซ็กกันบนเตียงจะให้ความรู้สึกที่ดีกว่า เพราะขนาดของอ่างและปัจจัยหลายๆอย่างที่มีผลเสียต่อการมีเซ็ก ดั่งเช่น

  1. จำกัดท่วงท่าลีลารัก และทำได้ลำบาก

คู่รักหลายคู่ที่เคยลงอ่างและมีเซ็กกัน ส่วนใหญ่จะสามารถทำได้แค่ไม่กี่ท่า ไม่ว่าจะท่าด็อกกี้ ท่าตะแคงข้าง หรือท่านอนแล้วให้อีกฝ่ายขึ้นคร่อม ทั้งหมดก็ใช่ว่าจะสะดวกสบายไปซะทั้งหมด แถมทุกคนยังให้เป็นเสียเดียวกันอีกว่า มันไม่ควรจะเป็นที่บันเทิงในเรื่องเซ็กมาก แต่มันควรจะเป็นที่ใช้วอมหรืออุ่นเครื่องในเรื่องเซ็กมากกว่า

  1. มีน้ำไปก็เท่านั้น

การที่เรามีเซ็กกันในอ่างอาบน้ำ ไม่ใช่ว่าน้ำจะเป็นตัวสร้างอารมณ์ให้เราเสมอไป บางทีคู่รักที่มีเซ็ก ตัวทั้งคู่อาจจะไม่โดนน้ำเลยก็มี เนื่องจากขนาดของอ่างที่ไม่เหมือนกันกับของต่างชาติ มีขนาดบรรจุได้เพียงคนเดียวนั้นทำให้เป็นอุปสรรคต่อการมีเซ็กกันอย่างยิ่ง

  1. เพิ่มอารมณ์ด้วยฝักบัว

ส่วนนี้เรามักจะมองถึงข้อดีของมัน คือ ในอ่างบางบ้านย่อมมีฝักบัวเอาไว้เปิดใส่น้ำ ซึ่งในบางอารมณ์คู่รักบางคู่ก็มักจะยืนทำรักกันโดยที่เปิดฝักบัวจากข้างบน ส่งผลให้ความรู้สึกเหมือนฝนตกเทลงมาใส่ตัว แต่แล้วยังไง? สุดท้ายอ่างก็ไม่ได้ใช้ หากเป็นอย่างนั้น มีแค่ฝักบัวจะดีกว่าอีก

  1. เป็นที่ใช้สำหรับท่า 69 มากกว่า

ถ้าหากมองในมุมมองสถานที่ใช้ออรัลเซ็กให้กัน ถือว่าเป็นที่ๆดีมากๆที่หนึ่งเลย แต่ถ้าให้มองในส่วนของการมีเซ็ก นับว่าเป็น รองลงมาจากสิ่งใดเลยก็ว่าได้ ยิ่งถ้าเป็นการออรัลให้กันในท่า 69 ยิ่งได้รับการการันตรีมาจากคู่รักหลายคู่แล้วว่าดีที่สุด เพราะด้วยพื้นที่จำกัดและสามารถเข้าได้สองคน การจะช่วยกันทำท่า 69 ก็ถือเป็นเรื่องง่ายและให้อารมณ์ไม่น้อยผ่านน้ำเย็นๆที่ท่วมออกมา แต่แน่นอนว่าการมีเซ็กกันแทบจะไม่แฮปปี้เท่าไหร่นัก ยังไงมันก็ควรจะจบลงที่บนเตียงจะดีกว่า

ทำไม ไวอากร้า บางคราจึงไม่ได้ผล

ทำไม ไวอากร้า บางคราจึงไม่ได้ผล
ทำไม ไวอากร้า บางคราจึงไม่ได้ผล

ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือ Erectile Dysfunction (ED) เป็นภาวะสุดระทมขมขื่น ยามหื่นโหยก็ไม่สามารถทำอะไรได้ตามต้องการ ดูไปคล้ายกระทบทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์เพศชายมาหลายชั่วคน จนกระทั่งราวปี 1998 หลังคิดค้น วิเคราะห์ และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จึงมีตัวยาที่ใช้ชื่อสามัญว่า sildenafil หรือชื่อทางการค้าที่รู้กันกันทั่วโลก คือ ‘ไวอากร้า’ (Viagra) ออกมาสู่ท้องตลาด วาดฝันให้ชายแท้ทั้งแก่หนุ่มได้ดี๊ด๊า กลับมากระชุ่มกระชวยกันอีกครั้ง ด้วยหวังว่า แค่กินกลืนมันลงท้องไป เจ้าปืนใหญ่ก็จะกลับมาทำศึกได้คึกคักสุดๆ

 

ถ้าองค์ประกอบและเงื่อนไขลงตัว เจ้าไวอากร้า ยาสู่สวรรค์ ก็สามารถทำงานได้สมคำร่ำลือ แต่ในความเป็นจริง ชายผู้ใช้ยานี้หลายคนกลับไม่ได้ผลดังหวัง กว่า 30% กลับไม่ประสบความสำเร็จจากการใช้มันในครั้งแรก

 

จากการศึกษาของ The Massachusetts Male Ageing Study (MMAS) พบว่า ราว 40%  ของชายกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) และตัวเลขเพิ่มเป็นราว 70%  ในกลุ่มผู้ชายที่มีอายุเกิน 70 ปี ซึ่งผู้ประสบภาวะดังกล่าวอาจต้องพึ่งพายาไวอากร้า โดยกว่า 21% ของผู้ชายอายุระหว่าง 18 ถึง 30 ปี ล้วนเคยใช้ยาไวอากร้า ทั้งนี้ 73.3% ของจำนวนนั้น ใช้มากกว่าหนึ่งครั้ง

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ให้ความรู้ว่า ตัวยา sildenafil ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่อยู่ในยาไวอากร้า จะทำหน้าที่ผ่อนคลายหรือขยายผนังหลอดเลือด ช่วยเพิ่มความคล่องตัวของการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศชาย ทำให้เกิดการแข็งตัว แต่บางครั้งก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการได้รับยาไวอากร้าในครั้งแรกๆ แต่กว่า 60% ของกลุ่มผู้ผิดหวังดังกล่าว สามารถกลับมารับสัมฤทธิผลของไวอากร้าได้อีกครั้ง หากได้รับคำแนะนำหรือปรึกษาที่ถูกต้องและเหมาะสม ปกติแล้ว ยาไวอากร้าจะออกฤทธิ์ภายใน 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง หลังรับประทานเข้าสู่ร่างกาย แล้วแต่ภาวะหลอดเลือดของผู้ใช้ยาฯ โดยมันสามารถทำให้ชายหลายคนกลับมาใช้ชีวิตทางเพศได้อีกครั้ง แต่ก็ไม่ถึงขั้นกลายเป็น Sex Machine แต่ประการใด

 

การใช้ยาไวอากร้าอาจมีผลข้างเคียง อาทิ คัดจมูก มึนศีรษะเล็กน้อย เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจมีอาการหน้าแดง ผิวออกแดงเรื่อๆ ทั้งนี้เพราะตัวยาฯส่งผลการขยายหลอดเลือดทั่วร่างกาย ไม่ได้เพียงเฉพาะที่อวัยวะเพศเท่านั้น

 

หากมีกำหนดหรือรู้ล่วงหน้าว่าต้องรับยาไวอากร้า ก็ไม่ควรกินอาหารมื้อหนัก เพราะการมีอาหารจำนวนมากในกระเพาะอาหาร จะทำให้ประสิทธิภาพการดูดซึมตัวยา sildenafil เข้าสู่ร่างกายลดลง ทำให้การลำเลียงเลือดไปยังอวัยวะเพศไม่ได้ผลเต็มที่ แม้จะได้รับยาไวอากร้าก็ตาม อีกทั้งประสิทธิภาพการย่อยอาหารอาจลดลงอีกด้วย ยิ่งหากมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยแล้ว ระดับฮอร์โมนเพศชายก็อาจลดลงตามไปอีกต่างหาก

 

ผู้มีภาวะโรคหัวใจอยู่ก่อน ไม่ควรใช้ยาไวอากร้า เพราะอาจส่งผลกระทบให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก อาจถึงขั้นหมดสติหรือหัวใจวายได้ ภาวะโรคเบาหวานหรือปัญหาสุขภาพอื่นก็อาจลดประสิทธิภาพของตัวยา sildenafil ได้เช่นกัน นอกจากนั้น หากผู้ใช้ยาไวอากร้ามีภาวะเครียดเป็นทุนอยู่แล้ว อาจส่งผลกับความสามารถของตัวยาฯในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเส้นประสาทสมองและอวัยวะเพศ เป็นการลดสัมฤทธิผลของยาไวอากร้าได้อีกหนึ่งกรณี

ใช่ “ครั้งแรกของเธอ” หรือไม่ สังเกตได้ง่ายๆจากพฤติกรรม

ใช่ "ครั้งแรกของเธอ" หรือไม่  สังเกตได้ง่ายๆจากพฤติกรรม
ใช่ “ครั้งแรกของเธอ” หรือไม่ สังเกตได้ง่ายๆจากพฤติกรรม

ในการเล่นเกมส์รักหรือศึกรักบนเตียง  หนุ่มๆหลายคนชอบสาวๆที่มีอารมณ์พลิ้วไหวในเกมส์รัก แต่บางครั้งหนุ่มๆเองก็แอบสงสัยว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเธอหรือไม่ เพราะว่าเธอดูจะเป็นงานเหลือเกิน ดังนั้นในวันนี้เราจึงมีวิธีการสังเกตสาวๆว่า หากเธอทำเช่นนี้นี้อาจจะไม่ใช่ศึกรักครั้งแรกของเธอย่างแน่นอน

  1. อาบน้ำรอคุณ การทำความสะอาดร่างกายด้วยการอาบน้ำ แล้วห่มห่อกายสักเล็กน้อยด้วยผ้า  จากนั้นก็นอนรอคอยอยู่บนเตียง   ซึ่งการทำเช่นนี้ถือว่าเป็นสัญญาณเสียวที่บ่งบอกว่า เธอเองเตรียมตัวพร้อมรับการมาเยือนครั้งนี้แล้ว  หรือไม่เธอก็จะทำตัวว่างงาน และทำตัวงุ่นง่านอยู่ใกล้ๆ หลังที่เธอทำการอาบน้ำเสร็จ ก็ไม่เห็นว่าจะต้องทำอะไรอื่นอีกเลย   การคอยรักษาระยะความใกล้เอาไว้และทำตัวไม่ห่างจากกัน  ซึ่งนั้นเป็นการแสดงออกมาว่าอีกฝ่ายนั้นต้องการอะไร
  2. รู้วิธีในการสัมผัสกายของอีกฝ่ายอย่าง “ถึงอารมณ์” รู้ได้ว่าจุดไปคือจุดสะดุดอารมณ์ก็คงข้าม  ซึ่งยิ่งโดนหรือไม่โดนใจยิ่งหยั่งรู้ แถมยังรู้ดีว่าจุดไหนที่ไวต่อการสัมผัส หรือบอบบางในเรื่องของการกระตุ้นอารมณ์ และไม่ยอมที่จะเสียเวลานานกับสิ่งที่ไม่ใช่  แถมเธอเองยังรู้วิธีในการจัดการกับอารมณ์อีกฝ่ายอย่างไรดี
  3. ตอบโต้ “ถึงใจ” จากการใช้ปาก ซึ่งเธอเองนั้นจูบได้เก่งและเนียนมาก  จากการใช้ลิ้นวนเวียนก็เข้าขั้น เหมือนเป็นการกำลังสอนอีกฝ่ายโดยไม่ต้องใช้คำพูด โดยค่อยๆ จูง ค่อยจูนๆ เพื่อให้ทิศทางลิ้นไปพร้อมๆ กันเมื่อมีการประกบปากต่อปาก   นอกจากนี้แล้วตัวของเธอเองก็ยังมีลูกเล่นที่ไม่เหมือนใคร  ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องของพรสวรรค์เฉพาะบุคคลเท่านั้น   ใช่ว่าจะสามารถที่จะสอนหรือจะลอกเลียนแบบกันได้   ต้องลองให้ได้สัมผัสกายกันและกันเสียก่อนถึงจะรู้   อย่าว่าแต่ท่าบังคับอย่าง Missionary เลย  แต่ยังมีต่อเนื่องไปยังสเต็ปอย่างท่า Victory ก็จะไม่มีสะดุดจนกลายเป็นท่วงท่าและลีลาใหม่   ส่งผลทำให้ไปถึงความเสียวซ่านสุดขั้วอารมณ์ จนทำให้เกิดเป็นความประทับใจหรือสงสัยในเรื่องประสบการณ์
  4. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที ไม่ใช่แค่ว่าการอยู่บนหรืออยู่ด้านล่างเท่านั้น   เมื่อไรที่องศาร้อนเร่าไม่เข้าที่  อุปกรณ์อย่างหมอนหนุนก็สามารถที่จะนำมาปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำไปรองแผ่นหลังของอีกฝ่าย เพื่อให้เกดองศาเสียวเอียงเอนได้ตามมุมถนัดของสาว  อะไรที่ดูเหมือนว่าจะติดขัดก็แก้ปัญหาได้   โดยจะช้าๆ หรือเร็วๆ ก็รู้จักกับการใช้เกียร์ การเหยียบคันเร่ง ดูเหมือนว่าจะเป็นงานเอามาก อย่างกับผู้กำกับหนังแบบไม่ต้องมีใครบอก

จิ๊มิ … ทำไมมีกลิ่น?

จิ๊มิ ... ทำไมมีกลิ่น?
จิ๊มิ … ทำไมมีกลิ่น?

คุณสาวๆเคยเอะใจมั้ย เมื่อเดินช็อปปิ้งในซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือซุปเปอร์สโตร์ แล้วได้พบกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดน้องสาวสุดรักสุดหวง จริงๆแล้วกลิ่นจิ๊มิเป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้าไม่ได้ฟุ้ง ตลบอบอวลออกมานอกร่มผ้าจนสุดทน

 

ทำไมช่องคลอดจึงมีกลิ่น?

ช่องคลอดจัดได้ว่าเป็นระบบนิเวศที่สมดุลของแบคทีเรียและของเหลวที่ถูกปล่อยผ่านออก ค่า pH ในช่องคลอดคือราวๆ 4.5 การรวมกันของแบคทีเรียและของเหลวนี้ สามารถปล่อยกลิ่นไม่พึงประสงค์บางอย่าง ส่วนใหญ่ของกลิ่นนี้ยอมรับได้ว่าเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติ แต่ก็มีบ่อยครั้งในบางคน ที่กลิ่นส่วนเกินจากปกติสร้างปัญหาในชีวิต จากการสำรวจของเหล่านรีแพทย์สรุปกันว่า กลิ่นจากช่องคลอดที่ถือว่าปกติไม่ควรเกิน 1 ฟุต จากจุดกำเนิด

 

กลิ่นจากช่องคลอดอาจเกิดได้หลายสาเหตุ อาทิ

 

– แบคทีเรียในช่องคลอด หรือ Bacterial Vaginosis (BV)

โดยปกติในช่องคลอดมักมีแบคทีเรียที่แข็งแรงอาศัยอยู่ แต่ถ้ามันถูกรบกวนจากแบคทีเรียที่ไม่แข็งแรง เช่น เจ้า BV ก็มักทำให้แบคทีเรียกลุ่ม Gardnerella Vaginalis เพิ่มขึ้นจนเกินปกติ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการคันยิบๆภายในช่องคลอด จิ๊มิมีกลิ่นคาวแรง อาจยิ่งฉุนมากขึ้นเมื่อสัมผัสกับน้ำอสุจิ และสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้ออื่นๆตามมาได้ แต่ภาวะนี้ก็สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ

 

– อาหาร

อาหารโปรดของคุณผู้หญิงหลายคน มักมีส่วนประกอบของกระเทียม หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง รวมถึงน้ำพริกต่างๆ ล้วนส่งผลต่อกลิ่นตัวได้ทั้งสิ้น ซึ่งในผู้หญิงแล้ว หมายรวมถึงกลิ่นภายในช่องคลอดได้เช่นกัน

 

– ยา / อาหารเสริม

– ยาปฏิชีวนะอาจมีผลต่อสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของกลิ่น ยาแก้แพ้อาจทำให้ช่องคลอดแห้งและลดสารคัดหลั่งภายใน ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อกลิ่น นอกจากนี้ สมุนไพรและน้ำมันหอมระเหยที่นิยมใช้กัน ก็สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของกลิ่นภายในช่องคลอดได้เช่นกัน

 

– เหงื่อ

หากมีเหงื่อจากใต้วงแขนออกมาก บริเวณช่องคลอดก็มีแนวโน้มเหงื่อออกมากได้เช่นกัน ซึ่งเมื่อเหงื่อรวมกับของเหลวอื่นภายในช่องคลอด ก็อาจเกิดเป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ จริงๆแล้วมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่บางครั้งบางคนอาจเกินธรรมชาติ จึงควรเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังการออกกำลังกาย หรือสวมใส่เสื้อผ้าที่เนื้อสามารถระบายอากาศได้ดี

 

– การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

ในแต่ละรอบประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิงมีผลกับค่า pH ภายในช่องคลอด ซึ่งอาจส่งผลถึงกลิ่นของจิ๊มิได้ วัยหมดประจำเดือนก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้เช่นกัน ระดับฮอร์โมนที่ลดลงอาจทำให้แบคทีเรียในช่องคลอด หรือ Bacterial Vaginosis (BV) เพิ่มจำนวนขึ้น จนอาจส่งผลต่อกลิ่นภายในช่องคลอด

 

– การใช้ผ้าอนามัยแบบสอด

การใช้ผ้าอนามัยแบบสอดโดยไม่ใส่ใจดูแลอย่างดี อาจเป็นที่มาของกลิ่นจิ๊มิแบบสุดๆได้เลย นอกจากนั้นยังอาจเป็นที่มาของการติดเชื้ออื่นได้อีกด้วย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า การใช้ผ้าอนามัยแบบสอดนั้นไม่ดี แต่เมื่อเลือกใช้แล้ว ควรดูแลและเอาใจใส่อย่างยิ่ง

 

ถ้าคุณกังวลเกี่ยวกับกลิ่นของน้องสาวที่รัก โดยยังไม่ได้มีอาการผิดปกติใดๆปรากฏ คุณอาจดื่มน้ำเพิ่มขึ้น และลดอาหารที่อาจทำให้เกิดกลิ่นตัว นอกจากนี้คุณยังอาจใช้โปรไบโอติก (probiotics) เพื่อช่วยคืนความสมดุลให้แบคทีเรียเป็นปกติ รวมถึงทำความสะอาดบริเวณภายนอกช่องคลอดด้วยสบู่อ่อน แต่ถ้ารู้สึกว่ากลิ่นจากช่องคลอดเริ่มผิดปกติ ควรรีบปรึกษานรีแพทย์ทันที